Database of Demand & Supply

     การดำเนินงานจัดทำข้อมูล Database of Demand & Supply ในภาพรวมของประเทศได้จัดทำโดยคณะทำงานได้ประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อศึกษาข้อมูลและบริษัทในการผลิตนักศึกษาเพื่อเป็นข้อมูลด้าน Supply และบริษัทในการใช้แรงงานระดับอาชีวศึกษาโดยผู้ประกอบการ โดยมีข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานดังนี้

1. ข้อมูลด้าน Supply

1.1. การผลิตนักศึกษาอาชีวศึกษาของประเทศไทย
     1.1.1 หน่วยงานที่ทำหน้าที่ผลิด
     ปัจจุบันการจัดการเรียนการสอนอาชีวศึกษาของประเทศไทยมีสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) สังกัดกระทรวงศึกษาธิการเป็นผู้รับผิดชอบหลัก อย่างไรก็ตามมีหลายหน่วยงานที่จัดการเรียนการสอนอาชีวศึกษานอกเหนือจากสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ทั้งนี้เพื่อให้นักศึกษาที่สาเร็จการศึกษามีคุณลักษณะเฉพาะตามความต้องการของหน่วยงานนั้นๆ โดยหน่วยงานที่จัดการอาชีวศึกษานอกเหนือจากสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษามีดังนี้
     1. สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เปิดสอนนักเรียนระดับ ปวช.)
     2. สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (เปิดสอนนักเรียนระดับ ปวช.)
     3. สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (เปิดสอนนักเรียนระดับ ปวช. และ ปวส.)
     4. กระทรวงมหาดไทย (เปิดสอนนักเรียนระดับ ปวช. และ ปวส.)
     5. กระทรวงสาธารณสุข (เปิดสอนนักเรียนระดับ ปวส.)
     6. กระทรวงคมนาคม (เปิดสอนนักเรียนระดับ ปวส.)
     7. กระทรวงกลาโหม (เปิดสอนนักเรียนระดับ ปวช. และ ปวส.)
     8. กระทรวงวัฒนธรรม (เปิดสอนนักเรียนระดับ ปวช. และ ปวส.)
     ทั้งนี้ในภาพรวมของปริมาณในการผลิตปัจจุบันนักศึกษาอาชีวศึกษามากกว่าร้อยละ 95 สำเร็จการศึกษาจากสถานศึกษาในสังกัดของสานักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา
     1.1.2 สาขาวิชาที่ผลิต
     หลักสูตรของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาในระดับ ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) มี 9 ประเภทวิชา ในแต่ละประเภทวิชาจะมีสาขาวิชา และในแต่ละสาขาวิชาจะมีสาขางาน ดังข้อมูลตามตาราง

ที่ ประเภทวิชา จำนวนสาขาวิชา จำนวนสาขางาน
1 อุตสาหกรรม 26 61
2 พาณิชยกรรม/บริหารธุรกิจ 13 22
3 ศิลปกรรม 11 17
4 คหกรรม 6 9
5 เกษตรกรรม 9 12
6 ประมง 3 4
7 อุตสาหกรรมท่องเที่ยว 4 8
8 อุตสาหกรรมสิ่งทอ 3 3
9 เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร 3 3
รวม 78 139
(* รวบรวมและสรุปข้อมูลโดยสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา)

2. ข้อมูลด้าน Demand

2.1 สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
     สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยเป็นองค์กรไม่แสวงหากาไรที่ได้รับการยกฐานะขึ้นมาจากสมาคมอุตสาหกรรมไทย ที่ดาเนินการตั้งแต่วันที่ 13 พฤศจิกายน 2510 และเป็นสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2530 ภายใต้การกากับดูแลของรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อุตสาหกรรม ตามพระราชบัญญัติสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พ.ศ.2530 ซึ่งเป็นนโยบายของรัฐที่ต้องการพัฒนาสถาบันธุรกิจภาคเอกชน ของไทยให้แข็งแกร่ง อันจะทาให้กลไกการพัฒนาในภาคอุตสาหกรรมเป็นไปอย่างต่อเนื่อง สามารถประสานกับการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ และพิทักษ์ผลประโยชน์ของชาติในวงการเศรษฐกิจโลก
     สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ประกอบด้วยสมาชิก 2 ประเภท คือ
     1. ประเภทสามัญ ซึ่งได้แก่ ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมที่เป็นนิติบุคคล และประกอบการอุตสาหกรรมตามกฎหมายว่าด้วย โรงงาน ซึ่งรวมทั้งสมาคมการค้าเพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรม
     2. ประเภทสมทบ ได้แก่บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลใดๆ ที่มิใช่โรงงานอุตสาหกรรมหรือสมาคมการค้า
     สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยเป็นแกนเชื่อมโยงกลไกความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆ และผู้ประกอบการด้วยกันเอง รวมไปถึงผู้บริโภคและผู้ประกอบการอื่นๆ โดยมีคณะกรรมการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยที่อยู่ในตาแหน่งคราวละ 2 ปี มาจากการเลือกตั้งจานวน 2 ใน 3 ของกรรมการทั้งหมด และ 1 ใน 3 เป็นการเลือกตั้งจากกลุ่มอุตสาหกรรมและสภาอุตสาหกรรมจังหวัดต่างๆ คณะกรรมการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยเป็นผู้กาหนดนโยบายและบริหารงานของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และประสานกับภาครัฐและต่างประเทศโดยมีวัตถุประสงค์คือพัฒนาอุตสาหกรรมไทย
     สภาอุตสาหกรรมเป็นนิติบุคคลมีอานาจหน้าที่ดาเนินงานตามวัตถุประสงค์ที่กาหนดในพระราชบัญญัติอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยดังนี้
     1. เป็นตัวแทนของผู้ประกอบการอุตสาหกรรมภาคเอกชนในการประสานนโยบายและดาเนินการกับภาครัฐ
     2. ส่งเสริมและพัฒนาการประกอบอุตสาหกรรม
     3. ศึกษาและหาทางแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการประกอบอุตสาหกรรม
     4. ส่งเสริม สนับสนุนการศึกษา วิจัย อบรม เผยแพร่วิชาการ และเทคโนโลยีเกี่ยวกับอุตสาหกรรม
     5. ตรวจสอบสินค้า ออกใบรับรองแหล่งกาเนิดหรือใบรับรองคุณภาพสินค้า
     6. ให้คาปรึกษาและเสนอแนะแก่รัฐบาลเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจด้านอุตสาหกรรม
     7. ส่งเสริมนักอุตสาหกรรม และเป็นแหล่งกลางสาหรับนักอุตสาหกรรมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเพื่อประโยชน์ต่อวงการอุตสาหกรรม
     8. ควบคุมดูแลให้สมาชิกปฏิบัติตามกฎหมายเกี่ยวกับการประกอบอุตสาหกรรม
     9. ปฏิบัติกิจการอื่นๆ ตามกฎหมายกำหนด
     สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ได้รับการยอมรับทั่วไป ในฐานะตัวแทน ภาคอุตสาหกรรม ทำหน้าที่ประสานงานระหว่างภาคเอกชนและภาครัฐบาล ทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศ โดยมีบทบาทที่สำคัญ ในการร่วมเป็นกรรมการในคณะกรรมการร่วมภาครัฐบาลและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.)ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ตลอดจนรัฐบาลได้วางใจให้มีผู้แทนสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ในคณะอนุกรรมการ และคณะทำงานต่างๆ ในหน่วยงานราชการ จึงมีส่วนร่วมดูแล ส่งเสริม และวางแผน รวมทั้งนำเสนอปัญหาและแนวทางแก้ไขที่สอดคล้องเหมาะสมต่อภาครัฐบาล อันจะนำสู่การกำหนดนโยบาย หรือการปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย ระเบียบวิธีการปฏิบัติต่างๆ ให้มีประสิทธิภาพ และเอื้อประโยชน์ต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจโดยรวมทุกภูมิภาคของประเทศ
     สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย มีฐานะเท่าเทียมและประสานงานกับองค์กรภาคธุรกิจเอกชนด้านอุตสาหกรรมของประเทศต่างๆ ทั่วโลก จึงสามารถเจรจาต่อรองเพื่อผลประโยชน์ด้านอุตสาหกรรมของประเทศไทย และเป็นแกนกลางประสานให้เกิดความร่วมมือที่จะส่งเสริมการแลกเปลี่ยนข้อมูลและร่วมพัฒนาธุรกิจ การค้า การลงทุน ตลอดจนปกป้องสิทธิ และความยุติธรรมที่สมาชิกและภาคอุตสาหกรรมพึงได้รับอย่างเต็มภาคภูมิทั้งใน ระดับประเทศ และระดับสากล ได้รับมอบอำนาจจากภาครัฐให้มีศักดิ์และสิทธิ์ที่จะสอดส่อง ตรวจตรา ดูแล ตลอดจนให้การรับรองสมาชิก และผู้ประกอบการอุตสาหกรรมทั่วไป เพื่อให้เกิดการปฏิบัติอย่างถูกต้อง
ตามกติกา หลักเกณฑ์ กฎ ข้อบังคับ ระเบียบ และกฎหมายที่กำหนด
     กลุ่มของสภาอุตสาหกรรม
ปัจจุบันสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยมีกลุ่มอุตสาหกรรมจำนวน 45 กลุ่มอุตสาหกรรม ประกอบด้วย
     1.กลุ่มอุตสาหกรรมก๊าซ
     2.กลุ่มอุตสาหกรรมการจัดการเพื่อสิ่งแวดล้อม
     3.กลุ่มอุตสาหกรรมการพิมพ์และบรรจุภัณฑ์กระดาษ
     4.กลุ่มอุตสาหกรรมแกรนิตและหินอ่อน
     5.กลุ่มอุตสาหกรรมแก้วและกระจก
     6.กลุ่มอุตสาหกรรมเคมี
     7.กลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องจักรกลการเกษตร
     8.กลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องจักรกลและโลหะการ
     9.กลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่ม
     10.กลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องปรับอากาศและเครื่องทำความเย็น
     11.กลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง
     12.กลุ่มอุตสาหกรรมชิ้นส่วนและอะไหล่ยานยนต์
     13.กลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศ
     14.กลุ่มอุตสาหกรรมเซรามิก
     15.กลุ่มอุตสาหกรรมต่อเรือซ่อมเรือและก่อสร้างงานเหล็ก
     16.กลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยีชีวภาพ
     17.กลุ่มอุตสาหกรรมน้ำตาล
     18.กลุ่มอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม
     19.กลุ่มอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์
     20.กลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมี
     21.กลุ่มอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยาง
     22.กลุ่มอุตสาหกรรมผู้ผลิตไฟฟ้า
     23.กลุ่มอุตสาหกรรมพลาสติก
     24.กลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานทดแทน
     25.กลุ่มอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์
     26.กลุ่มอุตสาหกรรมไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ และโทรคมนาคม
     27.กลุ่มอุตสาหกรรมไม้อัด ไม้บาง และวัสดุแผ่น
     28.กลุ่มอุตสาหกรรมยา
     29.กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์
     30.กลุ่มอุตสาหกรรมเยื่อและกระดาษ
     31.กลุ่มอุตสาหกรรมรองเท้า
     32.กลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำามันปิโตรเลียม
     33.กลุ่มอุตสาหกรรมโรงเลื่อยและโรงอบไม้
     34.กลุ่มอุตสาหกรรมสิ่งทอ
     35.กลุ่มอุตสาหกรรมสมุนไพร
     36.กลุ่มอุตสาหกรรมหนังและผลิตภัณฑ์หนัง
     37.กลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก
     38.กลุ่มอุตสาหกรรมหลังคาและอุปกรณ์
     39.กลุ่มอุตสาหกรรมหัตถอุตสาหกรรม
     40.กลุ่มอุตสาหกรรมอลูมิเนียม
     41.กลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร
     42.กลุ่มอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ
     43.กลุ่มอุตสาหกรรมหล่อโลหะ
     44.กลุ่มอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร
     45.กลุ่มอุตสาหกรรมผู้ผลิตเครื่องมือแพทย์และสุขภาพ
(* รวบรวมและสรุปข้อมลูโดยสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย)

2.2 หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย
     “หอการค้า” เป็นสถาบันที่จัดตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมการค้า อุตสาหกรรม เกษตรกรรม การเงิน และเศรษฐกิจโดยมิได้มุ่งหวังกำไร และช่วยแก้ไขปัญหาในการดำเนินธุรกิจให้แก่สมาชิกเพื่อเป็นการปกป้องรักษา ผลประโยชน์ของประเทศชาติโดยส่วนรวม
     “หอการค้าไทย” ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2476 โดยพ่อค้าไทยกลุ่มหนึ่งที่มีประสบการณ์ ได้มี แนวความคิดที่จะจัดตั้งหอการค้าขึ้นเช่นเดียวกับในต่างประเทศ เพื่อเป็นองค์กรกลางในการอำนวยประโยชน์ ให้แก่พ่อค้าและนักธุรกิจไทย โดยทำหน้าที่ประสานงานระหว่างภาครัฐบาลและภาคเอกชน อีกทั้งร่วมมือกันส่งเสริม การค้า และปกป้องรักษาผลประโยชน์ของประเทศให้เจริญรุ่งเรืองทัดเทียมกับนานาอารยประเทศ แนวความคิด ดังกล่าวได้เผยแพร่และได้รับการเห็นชอบในหมู่พ่อค้าเป็นจำนวนมาก ต่อมาในปี 2509 รัฐบาลได้ตระหนักถึง ความสำคัญของหอการค้าไทย ที่สามารถดำเนินกิจกรรมซึ่งอำนวยประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ และสังคมของประเทศ ไทย จึงได้ตรา “พระราชบัญญัติหอการค้า พ.ศ. 2509” ขึ้นรองรับการดำเนินงานของหอการค้าไทย และหอการค้า จังหวัด
     สำหรับ “สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย” กำเนิดมาจาก "สภาการค้า" ซึ่งได้ จดทะเบียนเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2498 เพื่อให้เป็นองค์กรรวมของพ่อค้าไทยและพ่อค้าต่างประเทศในประเทศไทยในการส่งเสริม และจัดระเบียบเกี่ยวกับการค้า รวมทั้งให้คำปรึกษา และรายงานข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเศรษฐกิจ การค้าอุตสาหกรรม การขนส่ง การผลิต การคลัง และการเงินต่อรัฐบาล โดยประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย จะมาจากประธาน หอการค้าไทยโดยตำแหน่ง ซึ่งปัจจุบัน นายกลินท์ สารสิน เป็นประธานกรรมการ
      ทั้งนี้ บทบาทหน้าที่โดยภาพรวมนั้น หอการค้าไทยจะดูแลเศรษฐกิจภายในประเทศ ส่วนสภาหอการค้า แห่งประเทศไทยจะรับผิดชอบเศรษฐกิจระหว่างประเทศ
     1. การให้ความร่วมมือกับภาครัฐบาล โดยทำหน้าที่เป็นองค์กรกลางในการรวบรวมความคิดเห็นและ ข้อเสนอแนะ ในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาเศรษฐกิจแก่รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
     2. การพัฒนาเศรษฐกิจในส่วนภูมิภาค หอการค้าไทย ได้เผยแพร่แนวความคิดและปรัชญาการ ดำเนินงานของสถาบันหอการค้า ออกไปสู่นักธุรกิจในส่วนภูมิภาค จนทำให้เกิดการรวมตัวกันจัดตั้ง “หอการค้า จังหวัด” ขึ้นจนครบทุกจังหวัดทั่วประเทศ ทั้งนี้ เพื่อให้เป็นภาคเอกชนหลักในการประสานความร่วมมือกับภาค ราชการในการพัฒนาท้องถิ่น
     3. ความร่วมมือและส่งเสริมการค้ากับต่างประเทศ โดยเป็นตัวแทนภาคเอกชนไทย ในการประสานงาน และร่วมมือกับสถาบันภาครัฐและเอกชนในต่างประเทศ เพื่อส่งเสริมและกระชับความสัมพันธ์ทางการค้า และเศรษฐกิจระหว่างประเทศไทยกับต่างประเทศ นอกจากนั้น หอการค้าไทยยังได้จัดคณะผู้แทนทางการค้า เดินทาง ไปเจรจาติดต่อและขยายลู่ทางการค้าการลงทุนต่างประเทศ รวมทั้งการจัดให้สมาชิก ได้พบปะกับคณะผู้แทนทาง การค้าจากต่างประเทศ ที่เดินทางมาเยือนประเทศไทยเพื่อเจรจาทางการค้า
     4. การศึกษา หอการค้าไทยได้จัดตั้ง “วิทยาลัยพาณิชย์” ขึ้นเมื่อปี 2483 ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 และได้พัฒนาเรื่อยมาจนได้รับการยอมรับ ให้เป็นสถาบันการศึกษาเอกชนระดับแนวหน้าของประเทศ โดยได้รับการยกฐานะขึ้นเป็น “มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย” เมื่อปี 2527
     5. การประสานงานกับคณะกรรมการอื่น ๆ หอการค้าไทย ได้เข้าไปมีส่วนร่วมและประสานงานกับ คณะกรรมการอื่นๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ปัจจุบัน ณ เดือนเมษายน 2560 มียอดสมาชิกหอการค้าไทยและเครือข่ายหอการค้าทั่วประเทศ จำนวน 91,022 บริษัท โดยแบ่งเป็น

1.หอการค้าไทย จำนวน 5,090 บริษัท
2.สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย จำนวน 1,393 บริษัท
3.หอการค้าต่างประเทศ จำนวน จำนวน 5,395 บริษัท
4.สมาคมการค้า จำนวน จำนวน 34,152 บริษัท
5.สมาชิกหอการค้าจังหวัดทั่วประเทศ จำนวน 44,992 บริษัท

(* รวบรวมและสรุปข้อมลูโดยหอการค้ำไทยและสภาหอการค้ำแห่งประเทศไทย)

2.3 หน่วยงานภาครัฐและรัฐวิสาหกิจของประเทศไทย
     การบริหารประเทศตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญและกฎหมายต่างๆ รัฐบาลจึงได้กำหนดกลไกและโครงการการบริหารราชการแผ่นดินให้มีประสิทธิภาพ จึงได้กำหนดโครงการการแบ่งส่วนราชการตามกลุ่มภารกิจ
เป้าหมาย และอำนาจหน้าที่ โดยแบ่งส่วนราชการออกเป็น
     1. สำนักนายกรัฐมนตรี
     2. ส่วนราชการระดับกระทรวง/ทบวง
     3. ส่วนราชการระดับกรม รวมทั้งส่วนราชการที่มีชื่อเรียกอย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่ากรม และส่วน ราชการภายใต้การบังคับบัญชาขึ้นตรงต่อรัฐมนตรี
     4. หน่วยงานในกำกับ ซึ่งรูปแบบการบริหารของรัฐประเภทหนึ่งที่ต้องการความคล่องตัวในการบริหาร จัดการแต่ไม่ได้มีฐานะเป็นส่วนราชการ จัดตั้งตามพระราชบัญญัติเฉพาะ อยู่ภายใต้การกำกับของรัฐมนตรีและ คณะกรรมการแห่งชาติ
     5. องค์การมหาชน ซึ่งรูปแบบการบริหารของรัฐประเภทหนึ่งที่ต้องการความคล่องตัวในการบริหาร จัดการแต่ไม่ได้มีฐานะเป็นส่วนราชการ จัดตั้งตามพระราชบัญญัติองค์การมหาชน พ.ศ. 2542
โดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งหน่วยงาน
     6. รัฐวิสาหกิจ ซึ่งเป็นรูปแบบการบริหารของรัฐประเภทหนึ่งโดยเป็นหน่วยงานธุรกิจที่รัฐเป็นเจ้าของ
     ปัจจุบันหน่วยงานภาครัฐและรัฐวิสาหกิจของไทยทั้ง 6 กลุ่มภารกิจ มีจำนวนทั้งสิ้น 8,156 แห่ง ทั้งนี้ในการดำเนินการสำรวจข้อมูล Demand ของหน่วยงานภาครัฐและรัฐวิสาหกิจกระทรวงแรงงานได้แบ่งหน่วยงาน ออกเป็น 5 ประเภทเพื่อให้สะดวกในการดำเนินการดังนี้
     1. หน่วยงานราชการระดับกรม มีจำนวน 161 แห่ง
     2. องค์การมหาชน จำนวน 54 แห่ง
     3. ส่วนราชการ/หน่วยงานอิสระ จำนวน 23 แห่ง
     4. รัฐวิสาหกิจ จำนวน 65 แห่ง
     5. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จำนวน 7,853 แห่ง ประกอบไปด้วย
          5.1 องค์การบริหารส่วนจังหวัด จำนวน 76 แห่ง
          5.2 กรุงเทพมหานคร/พัทยา จำนวน 2 แห่ง
          5.3 เทศบาล จำนวน 2,441 แห่ง
          5.4 องค์การบริหารส่วนตำบล จำนวน 5,334 แห่ง
(* รวบรวมและสรุปข้อมลูโดยกระทรวงแรงงาน)

3. งานวิจัยหรือข้อมูลด้าน Demand & supply อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

     จากการดำเนินโครงการศึกษาเพื่อทบทวนความต้องการกำลังคน เพื่อใช้วางแผนการผลิต และพัฒนา ทรัพยากรมนุษย์ของประเทศ โดยมูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (มิถุนายน 2559) ได้ศึกษาและเปรียบเทียบผลประมาณการอุปสงค์และอุปทานของแรงงานได้ดังนี้
     1. ระดับประกาศนียบัตรชีพ (ปวช.)
     ผลการคาดประมาณอุปสงค์และอุปทานของแรงงานในระดับ ปวช. พบว่าในปี พ.ศ. 2563 สาขา สังคมศาสตร์ ธุรกิจ และกฎหมาย จะเป็นสาขาที่มีความต้องการแรงงานมากกว่ากำลังแรงงานที่มีอยู่จริง หรือเกิด อุปสงค์ส่วนเกินมากที่สุด และเป็นสาขาที่มีแนวโน้มที่จะเกิดอุปสงค์ส่วนเกินสูงสุดถึง 0.22 ล้านคน ในปี พ.ศ. 2568 รองลงมาคือ สาขาการบริการ สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากผู้เข้าศึกษาในระดับ ปวช. มีแนวโน้มที่ลดลงส่งผลให้ อัตราการขยายตัวของกำลังแรงงานในสาขาวิชาดังกล่าวมีน้อยกว่าอัตราการขยายตัวของความต้องการแรงงาน จึงทำ ให้กำลังแรงงานไม่เพียงพอต่อความต้องการ นอกจากนี้สาขา ที่มีความต้องการแรงงานในระดับ ปวช. มากกว่า กำลังแรงงานที่มีอยู่ในตลาดได้แก่ สาขาการศึกษา สาขาเกษตรศาสตร์ และสาขาสุขภาพและสวัสดิการ ในขณะที่ สาขาวิทยาศาสตร์ และคอมพิวเตอร์มีกำลังแรงงานมากกว่าความต้องการแรงงานส่งผลให้เกิดอุปทานส่วนเกินใน ตลาดแรงงาน เนื่องจากเป็นสาขาที่มีผู้สำเร็จการศึกษามากกว่าความต้องการของแรงงานในตลาด ส่วนสาขา วิศวกรรมศาสตร์ การผลิต และการก่อสร้างเป็นสาขาที่มีอุปทานส่วนเกินมากที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับสาขาวิชา อื่นๆ
     2. ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.)
     ผลการคาดประมาณอุปสงค์และอุปทานของแรงงานในระดับปวส. หรืออนุปริญญา พบว่า ในปี พ.ศ. 2563 และ ปี พ.ศ. 2568 สาขาวิศวกรรมศาสตร์ การผลิต ก่อสร้าง และสังคมศาสตร์ ธุรกิจ และกฎหมาย เป็นสาขาที่มีสัดส่วนจำนวนมากเมื่อเทียบกับสาขาวิชาอื่น แต่ความต้องการแรงงานมีสูงมากกว่ากำลังแรงงานที่สำเร็จ การศึกษาในระดับ ปวส. หรืออนุปริญญา จึงส่งผลให้เกิดอุปสงค์ส่วนเกินในตลาดแรงงานระดับ ปวส. หรือ อนุปริญญา และเกิดอุปสงค์ส่วนเกินจำนวนที่มากกว่าสาขาวิชาอื่น แสดงให้เห็นว่าแม้สาขาวิชานี้มีผู้ศึกษาในระดับ ปวส. หรืออนุปริญญา เป็นจำนวนมาก แต่ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาดแรงงาน ส่วนสาขาวิชาที่มีกำลัง แรงงานมากกว่าความต้องการแรงงานหรือเกิดอุปทานส่วนเกิน เป็นสาขาวิชาที่มีสัดส่วนจำนวนแรงงานและกำลัง แรงงานไม่สูง เช่น สาขาเกษตรศาสตร์มีอุปทานแรงงานส่วนเกิน เท่ากับ 0.004 ล้านคน ในปี พ.ศ. 2563 และมี แนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็น 0.007 ล้านคน ในปี พ.ศ. 2568
     3. ระดับปริญญาตรี
     ผลการคาดประมาณอุปสงค์และอุปทานของตลาดแรงงานระดับปริญญาตรีพบว่า ในปี พ.ศ. 2563 สาขาวิชาเกษตรศาสตร์เป็นสาขาวิชาที่ความต้องการแรงงานมีมากกว่ากำลังแรงงาน เนื่องจากอัตราการขยายตัว ของความต้องการแรงงานในสาขาเกษตรศาสตร์เพิ่มขึ้นแต่อัตราการขยายตัวของกำลังแรงงานลดลงจึงส่งผลให้ ความต้องการแรงงานส่วนเกินมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ในปี พ.ศ. 2568 สาขาวิทยาศาสตร์และคอมพิวเตอร์ มีความ ต้องการแรงงานที่สูงกว่ากำลังแรงงานในปี พ.ศ. 2563 และมีอัตราการขยายตัวที่เพิ่มขึ้นทั้งความต้องการแรงงาน และกำลังแรงงานแต่อัตราการขยายตัวของความต้องการแรงงานมีสูงกว่ากำลังแรงงาน จึงส่งผลให้เกิดความ ต้องการแรงงานเพิ่มสูงขึ้นในปี พ.ศ. 2568 นอกจากนี้สาขาวิชาที่กำลังแรงงานยังไม่เพียงต่อความต้องการแรงงาน ได้แก่ สาขามนุษยศาสตร์และศิลปกรรมศาสตร์ สาขาสุขภาพและสวัสดิการ และสาขาการบริการ ส่วนสาขาวิชา การศึกษา สาขาสังคมศาสตร์ธุรกิจและกฎหมาย และสาขาวิศวกรรมศาสตร์ การผลิต และก่อสร้าง เป็นสาขาวิชาที่ มีกำลังแรงงานส่วนเกินในตลาดแรงงานเป็นจำนวนมาก เพราะอัตราการขยายตัวของกำลังแรงงานเพิ่มสูงขึ้น มากกว่าความต้องการแรงงานที่แท้จริง ส่งผลให้ภาพรวมของตลาดแรงงานในระดับปริญญาตรีมีแนวโน้มที่จะเกิด อุปทานส่วนเกินเท่ากับ 0.74 ล้านคน ในปี พ.ศ. 2563 และเพิ่มขึ้นเป็น 2.25 ล้านคน ในปี พ.ศ. 2568 โดย สาขาวิชาที่มีกำลังแรงงานส่วนเกินมากที่สุดคือ สาขาสังคมศาสตร์ ธุรกิจ และกฎหมาย
     4. ระดับสูงกว่าปริญญาตรี
     ผลการคาดประมาณอุปสงค์และอุปทานของแรงงานระดับสูงกว่าปริญญาตรีพบว่า ภาพรวมความ ต้องการแรงงานในปี พ.ศ. 2563 และปี พ.ศ. 2568 มีมากกว่ากำลังแรงงานในตลาดแรงงาน โดยในปี พ.ศ. 2563 สาขาวิชาการศึกษามีความต้องการแรงงานส่วนเกินมากที่สุดเท่ากับ 0.15 ล้านคน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็น 0.43 ล้านคน ในปี พ.ศ. 2568 สาขาวิชาการศึกษาเป็นสาขาวิชาที่มีความต้องการแรงงานส่วนเกินสูงสุด เมื่อเปรียบเทียบกับสาขาวิชาอื่นๆ ส่วนสาขาวิทยาศาสตร์และคอมพิวเตอร์มีความต้องการแรงงานส่วนเกินเท่ากับ 0.03 ล้านคน ใน ปี พ.ศ. 2563 และปี พ.ศ. 2568 กำลังแรงงานในสาขาสุขภาพและสวัสดิการมีแนวโน้ม ที่จะมากกว่าความต้องการ แรงงานโดยมีกำลังแรงงานส่วนเกินเท่ากับ 0.006 ล้านคน ในปี พ.ศ. 2563 และเพิ่มขึ้นเป็น 0.032 ล้านคน ในปี พ.ศ. 2568 ส่วนสาขาสังคมศาสตร์ ธุรกิจ และกฎหมาย เป็นสาขาที่มีอัตรา การขยายตัวของกำลังแรงงานมากกว่า ความต้องการแรงงานส่งผลให้เกิดกำลังแรงงานส่วนเกินในปี พ.ศ. 2563 เท่ากับ 0.02 ล้านคน และมีแนวโน้ม เพิ่มขึ้นเป็น 0.05 ล้านคน ในปี พ.ศ. 2568 เนื่องจากเป็นสาขาวิชา ที่มีสัดส่วนผู้เลือกศึกษาในระดับสูงกว่าปริญญา ตรีสูงที่สุดส่งผลให้สาขาสังคมศาสตร์ ธุรกิจ และกฎหมาย เป็นสาขาที่มีกำลังแรงงานส่วนเกินมากที่สุด ผลการศึกษาแนวโน้มของจำนวนแรงงานในอุตสาหกรรมเป้าหมาย ที่มีศักยภาพในการพัฒนาประเทศ (S-curve) และอุตสาหกรรมใหม่ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต (New S-curve) พบว่า ในภาพรวมยังคงมีแนวโน้มจำนวน แรงงานที่เพิ่มขึ้นตามการเติบโตของเศรษฐกิจในสถานการณ์ปกติ ที่ไม่มีวิกฤตการทางเศรษฐกิจ อุตสาหกรรมที่มี แนวโน้มการขยายตัวของจำนวนแรงงานมากที่สุด ได้แก่ อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ อุตสาหกรรมการบินและโลจิสติกส์ และอุตสาหกรรมดิจิตอล โดยมีอัตราการเจริญเติบโตร้อยละ 11.62 ร้อยละ 9.74 และร้อยละ 9.55 ต่อปี ตามลำดับในปี พ.ศ. 2568 แนวโน้มของสัดส่วนจำนวนแรงงานส่วนใหญ่อยู่ที่ อุตสาหกรรมการแปรรูปอาหารจำนวน 2,425,661 คน สาเหตุอาจเกิดจากการที่อุตสาหกรรมแปรรูปอาหารส่วน ใหญ่ยังเน้นการใช้กำลังแรงงานในการผลิตมากกว่าการใช้เทคโนโลยีเข้ามาทดแทนแรงงาน